วันเช็งเม้ง 2566 ไหว้กี่วัน ต้องทำอะไรบ้าง พร้อมขั้นตอนการทำพิธี

วันเช็งเม้ง หรือ วันไหว้บรรพบุรุษ ถือว่าเป็นอีกวันสำคัญของชาวจีนที่จะได้ไปกราบไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน หรือได้เรียกกันว่าฮวงซุ้ย ซึ่งจะเป็นการแสดงความเคารพ ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก

วันเช็งเม้งปี 2566 เริ่มวันที่เท่าไร

วันเช็งเม้งปี 2566 เริ่มไหว้ตั้งแต่วันพุธที่ 5 เมษายน – 20 เมษายน 2566

ประวัติวันเช็งเม้ง

วันเช็งเม้ง(Ching Ming ) มีกำหนดในเดือน 5 ของจีน ซึ่งจะอยู่ในช่วงประมาณต้นเดือน เมษายน ของทุกปี  ก่อนวันพิธีจะมีการทำความสะอาดหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ หลังจากนั้นในวันพิธีจะมีการเซ่นไหว้อาหารหวานคาว ที่หลุมฝังศพ เพื่อเป็นการ รำลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ และเป็นการส่งอาหารให้ทุกปี เพื่อมิให้อดอยาก เมื่อไปอยู่อีกภพหนึ่ง คนจีนส่วนใหญ่ จะหยุดงานมาร่วมพิธีกัน พร้อมหน้าพร้อมตา หรือถือว่าเป็นวันพบญาติของคนจีนก็ว่าได้

เทศกาล “เช็งเม้ง” เป็นเทศกาลประจำปีในการบูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วของชาวจีน การบูชาบรรพบุรุษ (Ancestor Worship) และการไว้ทุกข์ (Mourning) ถือเป็นพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดพิธีกรรมหนึ่งของชาวจีน และปฏิบัติกันแพร่หลายสืบมาหลายพันปีจวบจนทุกวันนี้ แม้ว่าการไว้ทุกข์และการบูชาบรรพบุรุษจะเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน แต่ก็ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจาก ปรัชญาขงจื้อ

ขงจื้อ ถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามในการปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีแก่ชนรุ่นหลัง เป็นโอกาสที่พี่น้องลูกหลานจะมาพบปะกัน และประเพณีก็เป็นเครื่องร้อยรัดผู้คนในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ขงจื้อจึงมองเทศกาล “เช็งเม้ง” ในแง่ของจริยธรรมทางสังคม มากกว่าในแง่อภิปรัชญาเรื่องชีวิตหลังความตาย

ทฤษฎีพิธีกรรมของปรัชญาขงจื้อ

ตาม ทฤษฎีพิธีกรรม ของปรัชญาขงจื้อ จิตใจของคนเรามีคุณลักษณะ 2 ประการคือ

“ สติปัญญา ” (Intellect) และ “ อารมณ์ ” (Emotion) เมื่อคนที่เรารักตายลง เรารู้ด้วยสติปัญญาว่าผู้ตายได้ตายไปแล้ว และก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าวิญญาณจะอยู่เป็นอมตะ ถ้าหากเราทำตามสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวเราก็ไม่จำเป็นต้องทำพิธีไว้ทุกข์ แต่จิตใจของเราก็มีคุณลักษณะของอารมณ์อยู่ด้วย ซึ่งทำให้เราเกิดความหวังว่าคนที่เรารักเมื่อตายไปแล้วอาจจะกลับมีชีวิตได้อีก หรือว่าวิญญาณอาจจะยังคงอยู่ต่อไปในโลกอื่น

ดังนั้นเมื่อเราถือเอาตามความนึกฝัน เราก็กลายเป็นคนเชื่อถือในไสยศาสตร์และปฏิเสธการคิดด้วยสติปัญญา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารู้และสิ่งที่เราหวังจึงไม่เหมือนกัน ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ แต่เราไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วยความรู้เพียงอย่างเดียว เราต้องการความพึงพอใจทางด้านอารมณ์ด้วย 

ตามทัศนะของปรัชญาขงจื้อ เมื่อเราประกอบพิธีไว้ทุกข์ หรือ พิธีบูชาเราหลอกตัวเองโดยที่เราเองก็รู้ตัว ใน “หนังสือแห่งพิธีกรรม”  ขงจื้อกล่าวว่า “ในการเกี่ยวข้องกับคนตาย ถ้าเราปฏิบัติต่อผู้ตายเหมือนกับว่าเขาได้ตายไปจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าเราขาดความรักความผูกพันไปซึ่งเป็นการไม่สมควร ถ้าเราปฏิบัติต่อผู้ตายเหมือนกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่จริงๆ นั่นก็เท่ากับว่าเราขาดสติปัญญาซึ่งก็เป็นการไม่สมควรอีกเช่นกัน”

หมายความว่าเราไม่สามารถจะปฏิบัติต่อคนตายตามที่เรารู้และตามที่เราหวังอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เราควรจะปฏิบัติต่อคนตายตามที่เรารู้และตามที่เราหวังด้วยทั้งสองอย่าง

ในหนังสือชื่อ “ซุนจื้อ” บทที่ว่าด้วย “เรื่องราวเกี่ยวกับพิธีกรรม” (Treatise on Rites) ซุนจื้อ สานุศิษย์คนสำคัญของขงจื้อ กล่าวว่า “พิธีกรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติต่อชีวิตและความตายเป็นจุดสุดท้าย ถ้าเราปฏิบัติต่อจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายดีแล้ว วิถีทางของความเป็นมนุษย์ก็จะสมบูรณ์ ถ้าเราปฏิบัติต่อบิดามารดาด้วยดี ในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ แต่มิได้ปฏิบัติต่อท่านเมื่อท่านถึงแก่กรรมลง นั่นก็เท่ากับว่าเราให้ความเคารพต่อพ่อแม่ในขณะที่ท่านรู้เท่านั้น และได้ละเลยท่านเมื่อท่านไม่รู้ 

ความตายของคนๆหนึ่ง หมายความว่าเขาจากไปชั่วนิรันดร นับเป็นโอกาสสุดท้ายที่ลูกจะได้รับใช้พ่อแม่ ดังนั้นหน้าที่ของพิธีไว้ทุกข์ก็คือ  การทำความหมายของชีวิตและความตายให้ชัดเจน เป็นการอำลาผู้ตายด้วยความเศร้าและความเคารพ และเป็นการทำจุดสุดท้ายของมนุษย์ให้สมบูรณ์ ”

สิ่งที่ต้องทำในวันเช็งเม้ง

  1. การทำความสะอาดสุสาน
  2. กราบไหว้ เจ้าที่ เป็นการให้เกียรติ และขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองดูแล

อาหารที่ใช้ในการประกอบพิธีเช็งเม้ง มีรายละเอียด ดังนี้

  1. ไก่ต้ม 1 ตัว
  2. หมูสามชั้น ต้ม 1 ชิ้น (โดยประมาณขนาด 1/2 กิโลกรัมขึ้นไป)
  3. เส้นบะหมี่สด
  4. ขนม 3 อย่าง คือ เต่เหลี่ยว ข้าวเหนียวกวน ขนมเต่า (ขนมกู้)
  5. ขนมถ้วยฟู (ฮวดโก้ย)
  6. สับปะรด 2 ลูก (ใช้ทั้งก้านและหัวจุก)
  7. น้ำชา
  8. ธูปเทียน, กระดาษเงิน, กระดาษทอง, ประทัด

ขั้นตอนการทำพิธีเช็งเม้ง

  1. ให้ผู้อาวุโส เป็นผู้นำกราบไหว้ ก่อน
  2. และเมื่อเทียนใกล้หมดก้านก็ให้ลูกหลานตีวงล้อมด้วยหวาย เผา กระดาษเงิน กระดาษทอง ฯลฯ เป็นการกำหนดขอบเขตว่า สิ่งเหล่านี้ลูกหลานส่งให้บรรพบุรุษของครอบครัวนั้น ๆ เป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันการแย่งชิง ( ผู้ตีวงล้อม ต้องเป็นลูกหลานเท่านั้น )
  3. ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้ว บางครอบครัวอาจจะมานั่งล้อมวงทานอาหารกันต่อ เพื่อแสดงความสมานสามัคคีแก่ บรรพบุรุษ

ขอบคุณแหล่งที่มา : sanook